วิธีคำนวณปริมาณการใช้น้ำของสปริงเกอร์
- KSE1993
- 13 ชั่วโมงที่ผ่านมา
- ยาว 1 นาที

วิธีคำนวณปริมาณการใช้น้ำของสปริงเกอร์
ก่อนเลือกปั๊มน้ำและขนาดท่อ สำหรับระบบรดน้ำต้นไม้อัตโนมัติ
หลายคนเริ่มทำระบบรดน้ำเองที่บ้าน โดยเริ่มจาก✔ วัดพื้นที่สวน✔ วาดตำแหน่งหัวสปริงเกอร์ลงกระดาษ✔ กำหนดตำแหน่งต้นไม้ สนามหญ้า หรือไม้พุ่มเรียบร้อยแล้ว
แต่พอมาถึงขั้นตอนเลือก“ต้องใช้ปั๊มน้ำขนาดเท่าไหร่?”“ควรเดินท่อกี่นิ้ว?”“เปิดพร้อมกันได้กี่หัว?”
หลายคนเริ่มไม่แน่ใจจริง ๆ แล้วคำตอบไม่ได้เริ่มจากปั๊ม...แต่เริ่มจาก “ปริมาณการใช้น้ำของหัวสปริงเกอร์” ก่อน
ทำไมต้องคำนวณปริมาณน้ำก่อนเลือกปั๊ม?
เพราะปั๊มน้ำและขนาดท่อ จะต้องรองรับปริมาณน้ำที่หัวสปริงเกอร์ใช้งานพร้อมกันในเวลาเดียวกัน
ถ้าคำนวณผิด อาจเกิดปัญหา เช่น
❌ หัวสปริงเกอร์เด้งไม่ขึ้น❌ น้ำพ่นไม่ถึงระยะ❌ หัวหมุนไม่สมบูรณ์❌ ปั๊มทำงานหนักเกินไป❌ ระบบแรงดันตก
ดังนั้นก่อนเลือกปั๊ม ต้องรู้ก่อนว่า
“ระบบของคุณต้องใช้น้ำกี่ลิตรต่อนาที (LPM) ในเวลาเดียวกัน”
Step 1: ดูอัตราการใช้น้ำของหัวสปริงเกอร์แต่ละหัว
หัวสปริงเกอร์ทุกหัวจะมีข้อมูลจากโรงงาน เช่น
ตัวอย่าง Hunter Industries:
รุ่น | อัตราการใช้น้ำ |
Hunter MP Rotator | 2–10 ลิตร : นาที (LPM) |
Hunter Spray Nozzle | 5–20 ลิตร : นาที (LPM) |
Hunter PGP Ultra | 6–35 ลิตร : นาที (LPM) |
ข้อมูลนี้ดูได้จาก Catalog ของสินค้า หรือจากผู้แทนจำหน่าย
Step 2: รวมปริมาณน้ำของหัวที่เปิดพร้อมกัน
สมมติในสวนของคุณมี:
หัว Rotor 5 หัว
แต่ละหัวใช้น้ำ 10 LPM
คำนวณได้:
10 × 5 = 50 LPM
แปลว่าถ้าเปิดพร้อมกันทั้ง 5 หัวระบบต้องมีน้ำอย่างน้อย 50 ลิตร/นาที
Step 3: ถ้าน้ำไม่พอ ให้แบ่งโซน (Zone)
นี่คือวิธีที่มืออาชีพใช้จริง
สมมติคุณมีหัวทั้งหมด 10 หัวและรวมแล้วต้องใช้น้ำ 100 LPM
แต่ปั๊มหรือถังของคุณมีน้ำได้แค่ 40–50 LPM
วิธีแก้คือ👉 แบ่งโซนรดน้ำ
เช่น
แบบ 2 โซน
โซน A = 5 หัว
โซน B = 5 หัว
หรือ
แบบ 3 โซน
โซน A = 4 หัว
โซน B = 3 หัว
โซน C = 3 หัว
เมื่อแบ่งโซนแล้วแต่ละช่วงเวลาจะใช้น้ำน้อยลงทำให้ปั๊มและระบบทำงานได้ง่ายขึ้น
Step 4: เมื่อรู้ปริมาณน้ำแล้ว ค่อยเลือกปั๊ม
เมื่อคุณรู้ว่า“โซนนี้ใช้น้ำพร้อมกัน 40 LPM”
ขั้นต่อไปคือเลือกปั๊มที่สามารถให้:
1. ปริมาณน้ำ (Flow Rate)
อย่างน้อย 40 LPM หรือมากกว่า
2. แรงดัน (Pressure)
ตามที่หัวฉีดต้องการ
⚠️ เรื่องแรงดันที่หลายคนเข้าใจผิด
หลายคนดู Catalog แล้วเห็นว่าหัวสปริงเกอร์ต้องการแรงดัน 2.5 barแล้วคิดว่า“งั้นซื้อปั๊ม 2.5 bar ก็พอ”
จริง ๆ แล้ว ยังไม่พอครับเพราะแรงดันที่โรงงานระบุคือ...
แรงดันที่หัวฉีด (At Nozzle)ไม่ใช่แรงดันที่ปั๊มน้ำ
แล้วแรงดันจากปั๊มต้องมากกว่าทำไม?
เพราะระหว่างทางมีการสูญเสียแรงดันจาก:
ความยาวท่อ
ข้องอ
สามทาง
บอลวาล์ว
ฟิลเตอร์
โซลินอยด์วาล์ว
ความสูงต่างระดับ
แรงดันอาจหายไปประมาณ 0.5–2 bar แล้วแต่ระบบ ดังนั้นถ้าหัวต้องการ 2.5 bar
ปั๊มอาจต้องให้จริงประมาณ: 3.5–4.5 bar เพื่อให้เมื่อวัดที่หัวแล้ว ยังเหลือ 2.5 bar จริง
วิธีที่ถูกต้องในการเช็กแรงดัน
แรงดันที่สำคัญที่สุดคือ... แรงดันที่หัวสปริงเกอร์ ไม่ใช่แรงดันที่หน้าปั๊ม
วิธีเช็กคือใช้ Pressure Gauge วัดที่จุดหัวฉีด หรือปลายโซนจริง
สูตรง่ายสำหรับคนทำสวนเอง
ปริมาณน้ำรวม
LPM ต่อหัว × จำนวนหัว = ปริมาณน้ำรวม
ตัวอย่าง:
8 LPM × 4 หัว = 32 LPM
ถ้าน้ำไม่พอ
ให้แบ่งโซนจนปริมาณน้ำอยู่ในช่วงที่ปั๊มรองรับได้
สรุปแบบง่ายที่สุด
ก่อนเลือกปั๊มและขนาดท่อ ให้ทำตามนี้:
✅ วางตำแหน่งหัวสปริงเกอร์✅ ดูอัตราการใช้น้ำต่อหัว✅ รวมปริมาณน้ำของหัวที่เปิดพร้อมกัน✅ ถ้าน้ำไม่พอ → แบ่งโซน✅ ดูแรงดันที่หัวต้องการ✅ เผื่อแรงดันสูญเสียในท่อ✅ ค่อยเลือกปั๊มและขนาดท่อ
💧 ทำไมควรปรึกษาทีม KSE1993?
ที่ KSE1993 เราเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านระบบรดน้ำ Hunter Industries ในประเทศไทยพร้อมช่วยคำนวณ:
จำนวนหัวที่เหมาะสม
การแบ่งโซน
ขนาดปั๊มน้ำ
ขนาดท่อ
แรงดันที่เหมาะสมกับหน้างานจริง
ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม
📞 โทร: 02-447-6576 Line: @kse1993 เว็บไซต์: www.kse1993.com





ความคิดเห็น